“เมื่อกระเทียมถูกทุบ
ก็ไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกต่อไป”
จันทน์สุภา ชมกุล เรื่อง/ ภาพ

กระเทียมเป็นวัตถุดิบของอาหารในหลายวัฒนธรรม โดยเฉพาะในอาหารไทยที่จะขาดกระเทียมไปเสียไม่ได้เลย เนื่องจากกระเทียมเป็นต้นกำเนิดของกลิ่นหอมและรสชาติเฉพาะตัว ที่สำคัญกระเทียมมีสรรพคุณทางยา ตั้งแต่อดีตกาลมากระเทียมถูกนำมาใช้ในทางเภสัชวิทยาเพื่อรักษาโรคต่างๆ ก่อนที่จะถูกนำมาทำอาหารเสียอีก กระเทียมจึงมีความสำคัญต่ออาหารไทย และสุขภาพของคนไทยมาช้านานทั้งในฐานะอาหารและยารักษาโรค
กระเทียมเป็นพืชพรรณเก่าแก่ที่มนุษย์รู้จักมานานกว่า 5,000 ปีแล้ว ถิ่นกำเนิดของกระเทียมอยู่ที่เอเชียกลาง เชื่อกันว่าถิ่นกำเนิดที่แท้จริงคือบริเวณเทือกเขาเทียซาน ซึ่งกินอาณาบริเวณตั้งแต่จีนตะวันตกไปจนถึงคาซักสถานและคีร์กิซสถาน เทือกเขาเทียนซานนี้เป็นเทือกเขาเก่าแก่ที่ให้กำเนิดบัวหิมะพันปี พืชล้ำค่าและมีสรรพคุณดีเลิศของจีน จึงไม่น่าแปลกใจที่กระเทียมจะมีแหล่งกำเนิดเดียวกัน และได้รับสมญาว่าเป็น Devine Herb หรือ สมุนไพรพระเจ้า

กระเทียมเป็นยา ก่อนจะมาเป็นอาหาร
มีหลักฐานมากมายบันทึกการนำกระเทียมมาใช้เป็นยารักษาโรคนับตั้งแต่ยุคอารยธรรมโบราณ ย้อนไปเมื่อประมาณ 2,700 ปีก่อนคริสตกาล ชาวสุเมเรียนซึ่งอาศัยอยู่ทางตอนใต้ของเมโสโปเตเมียอาจเป็นชนชาติแรกที่รู้จักกระเทียมและนำกระเทียมมาทำอาหารและยารักษาโรค ก่อนที่จะถูกเผยแพร่ไปยังจีน และดินแดนต่างๆ ทั้งในทวีปเอเชีย แอฟริกา และยุโรป
ในอียิปต์มีหลักฐานจากบันทึกทางการแพทย์ Codex Ebers (1,500 ปีก่อนคริสตกาล) ระบุว่ากระเทียมนำมารักษาโรคที่เกิดจากปรสิต โรคระบบไหลเวียนโลหิต และความเจ็บป่วยต่างๆ กระเทียมยังถูกจ่ายให้แก่ทาสที่ก่อสร้างปิระมิด เชื่อกันว่ากระเทียมช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งได้ นอกจากนี้ยังมีการค้นพบกระเทียมในสุสานของกษัตริย์ตุตันคาเมน และพบไหรูปร่างกระเทียมในสุสานอีกด้วย

กระเทียมยังถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวางในกรีกและโรมัน แน่นอนว่าความเชื่อเรื่องกระเทียมทำให้แข็งแกร่งยังคงสืบทอดต่อมาจนถึงยุคนี้ ว่ากันว่านักกีฬาโอลิมปิกยุคแรกจะกลืนสมุนไพรที่มีกลิ่นก่อนลงการแข่งขัน กระทั่งมาถึงยุคฮิปโปเครติส บิดาการแพทย์สมัยใหม่ (460-370 ปีก่อนคริสตกาล) ได้แนะนำให้ใช้กระเทียมรักษาโรคปอด รักษาแผล ใช้เป็นยาชำระล้างหรือยาถ่าย และใช้รักษาโรคหอบหืด

ภาพต้นกระเทียมในต้นฉบับ Vienna Dioscorides วารสารทางการแพทย์อันโด่งดัง ราวคริสตศักราช 512
ในยุคโรมัน ผู้เฒ่าพลินี ผู้เขียนหนังสือประวัติศาสตร์ธรรมชาติ (History of Nature) บันทึกว่ากระเทียมถูกนำมาใช้รักษาโรคต่างๆ ถึง 23 โรค ได้แก่ ปวดฟัน ริดสีดวงทหวาร สัตว์กัดต่อย รอยฟกช้ำ ปวดหู พยาธิตัวตืด ลมบ้าหมู นอนไม่หลับ เจ็บคอ การไหลเวียนเลือดไม่ดี ขาดอารมณ์ทางเพศ การติดเชื้อ ความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร และอาการชัก เป็นต้น

ภาพนูนแสดงแผงขายผัก (ประกอบด้วยกะหล่ำปลี กระเทียม และหน่อไม้ฝรั่ง) สมัยโรมัน พบในสุสานบ้านเมืองออสเตีย อิตาลี แสดงภาพชีวิตของผู้ที่ถูกฝังไว้ที่สุสาน

รูปปั้นดินเผารูปล่อถือชามบด ข้างในมีสาก ที่ขูดชีส ชีสทรงกลม และกระเทียมจำนวนหนึ่ง(กรีกประมาณ 350 ปีก่อนคริสตกาล)
ชาวจีนรู้จักการใช้กระเทียมนานกว่า 5,000 ปี กระเทียมถูกใช้เป็นสารกันบูดในอาหาร ขจัดพิษจากสัตว์และปลาที่เน่าเสียได้ (น่าจะหมายถึงการใส่กระเทียมในการหมักเนื้อสัตว์) กระเทียมถูกนำมาใช้เป็นยารักษาอาการท้องเสีย ช่วยย่อยอาหาร โรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เป็นสมุนไพรบรรเทาอาการอ่อนเพลีย นอนไม่หลับ ซึมเศร้า และช่วยให้เพศชายมีสมรรถภาพทางเพศเพิ่มขึ้น
ในอินเดียมีบันทึกที่เป็นลายลักษณ์อักษรในตำราทางการแพทย์ Charaka Samhita ซึ่งเขียนขึ้นราว 400-200 ปี ก่อนคริสตกาล กล่าวถึงการนำกระเทียมมาใช้ในการรักษาโรคหัวใจและข้ออักเสบ กระเทียมช่วยรักษาอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า การติดเชื้อ และปัญหาที่เกิดกับทางเดินอาหาร
กระเทียมยังคงถูกใช้ต่อๆ มาจนถึงทุกวันนี้ในการแพทย์พื้นบ้านทั้งแผนตะวันตกและตะวันออก ปัจจุบันเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า กระเทียมเป็นพืชที่มีสารประกอบที่มีสรรพคุณทางยามากมายหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นสารอัลคาลอยด์ เทนนิน วิตามินเอ และบีคอมเพลกซ์ สารฟีนอล เช่น ฟลาโวนอยด์และโพลีฟีนอล และแร่ธาตุต่างๆ เช่น โปตัสเซียม ฟอสฟอรัส สังกะสี กำมะถัน ซีเลเนียม แคลเซียม แมกานีส แมกนีเซียม เหล็ก และโซเดียมปริมาณเล็กน้อย รวมถึงสารประกอบอินทรีย์ที่มีกำมะถันเป็นองค์ประกอบ อย่าง อัลลิอิน อัลลิซิน และอะโจอีน เป็นต้น
กระเทียมจึงมีสรรพคุณทางยาและรักษาโรคต่างๆ ได้ อาทิ
- ลดความดันโลหิต
- ลดระดับน้ำตาลในเลือด
- ต้านการอักเสบลดความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด
- ต้านการอักเสบ บรรเทาอาการข้ออักเสบ
- ลดไขมันคอเรสเตอรอลต้านอนุมูลอิสระลดความเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง
- ต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา รวมถึงไวรัส รักษาโรคเกี่ยวระบบทางเดินหายใจ และโรคลำไส้
เมื่อกระเทียมถูกทุบ ก็ไม่มีอะไรเหมือนเดิมอีกต่อไป


กระเทียมมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Allium Sativum อยู่ในวงศ์ ALLIACEAE หรือวงศ์พลับพลึง เป็นพืชหัวใต้ดินเกิดจากใบเกล็ดซ้อนกันเป็นชั้นๆ ทำหน้าที่สะสมอาหารเรียกว่า กลีบ กระเทียบสายพันธุ์ดั้งเดิมเกิดขึ้นในเอเชียกลางที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลนับพันๆ เมตร ต่อมาได้กระจายไปทั่วโลกเกิดเป็นสายพันธุ์ใหม่ๆ จากการปรับตัวให้เข้ากับภูมิอากาศและสภาพแวดล้อม กระเทียมจึงเป็นพืชที่ได้ชื่อว่ามีความยืดหยุ่นและปรับตัวสูง ปลูกได้ทั่วไปทั้งในภูมิภาคเขตอบอุ่นและเขตร้อน
กระเทียมไทยเป็นหนึ่งในสายพันธุ์กระเทียมที่พัฒนามาจากกระเทียมคอแข็ง (hard neck garlic ) ที่คาดว่าน่าจะมีต้นกำเนิดมาจากอินเดียและจีน (เพราะไทยอยู่บนคาบสมุทรอินโดจีน ดินแดนที่สองอารยธรรมมาบรรจบ) กระเทียมไทยมีทั้งชนิด เปลือกแถบม่วง (purple stripe) และเปลือกขาวแก้ว (porcelain) ที่แบ่งแยกออกไปอีกหลายสายพันธุ์ตามแหล่งที่ปลูก อาทิ กระเทียมภาคเหนือ เช่น กระเทียมเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน และแพร่ กระเทียมอีสาน เช่น ศรีสะเกษ และหนองคาย เป็นต้น กระเทียมไทยแม้ว่าจะเป็นกระเทียมหัวเล็ก (เพราะปลูกในเขตร้อน) แต่ก็มีเนื้อแกร่ง มีกลิ่นหอมและรสชาติเฉพาะตัวแตกต่างจากกระเทียมสายพันธุ์อื่นอย่างกระเทียมจีนและยุโรป เมื่อนำมาทำอาหารกระเทียมไทยจึงช่วยชูรสชาติและเพิ่มกลิ่นหอมให้อาหารน่ารับประทาน
คนไทยนำกระเทียมมาทำอาหารและใช้อาหารเป็นยาไปในคราวเดียว กระเทียมมีอยู่ในเครื่องแกงต่างๆ ใส่ในอาหารผัด ทอด เจียวกับน้ำมันราดบนอาหาร หรือกินดิบๆ แกล้มกับอาหารก็ได้ สาเหตุที่กระเทียมมีอิทธิพลกับอาหารมากขนาดนี้ก็เนื่องมาจากเคมีอันแสนรัญจวนใจของกระเทียมเมื่อถูกทุบ
กระเทียมเป็นพืชที่มีต้นกำเนิดบนเทือกเขาเก่าแก่ยุคโบราณตั้งแต่เมื่อ 25 ล้านปีที่แล้ว มันจึงเกิดขึ้นท่ามกลางขุนเขาอันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุ โดยเฉพาะกำมะถันซึ่งเป็นสารประกอบสำคัญในกระเทียมที่ทำให้มันมีทั้งกลิ่นหอม รสชาติ และสรรพคุณที่ยอดเยี่ยม
สารประกอบสำคัญในกระเทียมคือสารประกอบอินทรีย์ที่มีกำมะถัน (Organosulfur compound) ตัวที่สำคัญคือ แอลลิอิน (alliin) ซึ่งเมื่อกระเทียมถูกปอกหรือทุบแล้ว จะถูกเอนไซม์ อัลลิเนส (allinese) เปลี่ยนให้กลายเป็นแอลลิซิน (allicin) ซึ่งเป็นสารประกอบสำคัญที่ทำให้กระเทียมมีฤทธิ์ลดการจับตัวของเกร็ดเลือด เพิ่มความสามารถในการสลายไฟปริน (Fibrin) สารซึ่งมีลักษณะเป็นเส้นใยเหนียวที่พบในเลือด ที่สำคัญอัลลิซินมีกลิ่นหอม จึงทำให้ถูกอกถูกใจคนทำอาหารเป็นอย่างมาก ว่ากันว่าเชฟชาวฝรั่งและอิตาเลียน

(อัลลิซิน) Allicin
เป็นผู้เผยแพร่การใช้กระเทียมอย่างแพร่หล่ายในอาหารตะวันตก รวมถึงการนำกระเทียมมาดองในรูปแบบต่างๆ เพื่อสร้างรสชาติใหม่ๆ ให้กระเทียมอีกด้วย
นอกจากนี้กระเทียมยังประกอบ โปรตีน คาร์โบไฮเดรท แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก และสารอินทรีย์ที่มีกำมะถันอีกหลายชนิด ในกระเทียมมีน้ำมันหอมระเหย และมีสารประกอบมากกว่า 200 ชนิด
แอลลิซิน และเคปไซซิน เคมีคู่รัก

เมื่อกระเทียมและพริกมาเจอกัน สองเคมีสำคัญจึงได้มาพบกันดั่งคู่รัก สร้างตำนานรสชาติที่ไม่อาจลืมเลือน อาหารไทยเป็นอาหารที่มีเคมีคู่รักของแอลลิซินคือกระเทียม และเคปไซซินคือพริกอยู่ในอาหารหลายๆ ชนิด ตัวอย่างที่ง่ายที่สุดของคู่รักทั้งสองคือน้ำปลาพริกกระเทียมที่เพียงแค่โรยลงบนข้าสวยร้อนๆ ก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว อีกตัวอย่างหนึ่งคือน้ำพริกหนุ่มของคนเหนือ ที่เอากระเทียมและพริกหนุ่มมาเผา ตำใส่เกลือเพียงแค่นั้นก็ไม่ต้องร้องขออะไรอีกเช่นกัน น้ำพริกหนุ่มคือตัวอย่างของเคมีคู่รักที่ทำให้แคบหมูไม่อาจทำอะไรหลอดเลือดของพวกเขาได้ แม้ว่าคนเหนือจะชอบกินเนื้อสัตว์ย่างหรือทอดกับน้ำพริกหนุ่มและข้าวเหนียว แต่คนเหนือก็ยังมีสุขภาพที่ดี เพราะคู่รักทั้งสองนี้ช่วยให้หลอดเลือดของพวกเขาสะอาดและแข็งแรง น้ำพริกหนุ่มจึงคู่กับแคบหมูมาได้จนทุกวันนี้ (เคปไซซินมีคุณสมบัติช่วยลดคอเรสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์)

เคปไซซิน

อัลลิซิน
ในเครื่องแกงไทยมีกระเทียมและพริกอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ นอกจากนี้ยังมีสมุนไพรและเครื่องเทศร่วมอยู่ในวงมโหรีแห่งรสชาตินี้อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น ข่า ตะไคร้ ผิวมะกรูด กระชาย พริกไทย ลูกผักชี ยี่หร่า ฯลฯ ทำให้แกงไทยเป็นแหล่งของสารอาหารมากมายหลายชนิดที่มีสรรพคุณดีต่อร่างกายมากยิ่งขึ้น
ยอดเยี่ยมกระเทียมดอง

กระเทียมดองเป็นอาหารสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่ผู้คนทั่วโลกมักนิยมทำติดบ้านไว้ด้วยสาเหตุสำคัญสองประการคือ หนึ่ง ดองไว้ใช้ในยามที่กระเทียมสดถูกใช้ไปจนหมดแล้ว เนื่องจากกระเทียมเป็นพืชที่ปลูกได้เพียงแค่ปีละครั้งในช่วงฤดูหนาว ดังนั้นจึงต้องเก็บสำรองกระเทียมไว้ใช้ในยามจำเป็นในรูปของการดอง
สอง การดองกระเทียมทำให้ได้รสชาติใหม่ๆ ช่วยเพิ่มรสชาติให้อาหารหรือสามารถกินเป็นเครื่องเคียงคู่กับอาหารต่างๆ ได้ ยกตัวอย่างเช่น การกินกระเทียมดองแนมกับหมูย่าง ไส้กรอก หรือแหนม หรือกินกระเทียมดองกับข้าวต้ม เป็นต้น
คนไทยนิยมดองกระเทียมในสองรูปแบบคือ การดองเกลือ (เค็ม) และการดองสามรส (หวาน เปรี้ยว เค็ม) เพื่อนำมาใช้ประกอบอาหารต่างๆ คนยุโรปดองกระเทียมในน้ำมันมะกอก ดองแบบ pickle และดองด้วยน้ำผึ้ง คนจีนดองในน้ำส้มสายชู คนญี่ปุ่นดองในโชยุและมิโซะ ส่วนคนเกาหลีดองในซอสถั่วเหลือง
กระเทียมดองเกลือเป็นสูตรที่คนไทยนิยมเนื่องจากทำง่าย เพียงแค่นำน้ำสะอาดมาตั้งไฟให้เดือด เติมเกลือ และน้ำตาลลงไปเล็กน้อย เคี่ยวจนเกลือและน้ำตา ชิมให้มีรสเค็มจัด ทิ้งให้พออุ่น น้ำมาเทใส่ในกระเทียมอ่อนที่ปอกเปลือกล้างน้ำ ผึ่งจนแห้งแล้ววางเรียงในโหลจนท่วม ปิดฝาทิ้งไว้ประมาณสามสัปดาห์ถึงหนึ่งเดือนก็สามารถนำมาประกอบอาหารได้
กระเทียมกู้โรค (โลก)

จะเห็นได้ว่ากระเทียมเป็นพืชมหัศจรรย์ที่มีการใช้งานมานานหลายพันปี คุณความดีของกระเทียมช่วยกอบกู้สุขภาพของมนุษย์มาตั้งแต่มนุษย์เริ่มตั้งรกรากและรู้จักการเพาะปลูก น่าเสียดายที่ปัจจุบันมนุษย์เรากลับไม่ให้ความสำคัญต่อสมุนไพรอันแสนวิเศษนี้ การปลูกกระเทียมเพื่อการค้าเชิงพาณิชย์ทำให้มีการใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงในแปลงกระเทียมเพื่อเพิ่มผลผลิต กระเทียมปลอดภัยไร้สารเคมีหรือปลูกแบบอินทรีย์จึงเป็นสิ่งหายาก ในขณะที่การนำเข้ากระเทียมจากประเทศเพื่อนบ้านโดยมีจีนเป็นแหล่งใหญ่ทำให้กระเทียมไทยแท้ๆ ที่เคยปลูกแบบธรรมชาติเริ่มหายไปจากท้องตลาด ยิ่งเป็นกระเทียมไทยอินทรีย์ปลอดสารยิ่งหายากและมีราคาแพง
ถึงเวลาแล้วที่เราทุกคนควรหันกลับมาตระหนักถึงความสำคัญของกระเทียมในฐานะสมุนไพรและอาหารที่เป็นยา โดยเฉพาะกระเทียมสายพันธุ์ไทยซึ่งควรปราศจากสารพิษและเคมีอันตราย เราควรช่วยกันทำให้กระเทียมกลับมากอบกู้สุขภาพของเรา และโลกของเราให้ปลอดภัยไร้สารเคมี ด้วยการสนับสนุนการปลูกกระเทียมในระบบอินทรีย์ที่คำนึงถึงความยั่งยืนของเราและโลกไปพร้อมๆ กัน
#สนับสนุนกระเทียมไทย #สนับสนุนกระเทียมอินทรีย์
กระเทียมดองสามรสน้ำผึ้งป่า (probiotic)

ส่วนประกอบ
กระเทียมโทนขนาดกลาง 160 กรัม
น้ำผึ้งป่า 120 กรัม
น้ำส้มสายชูกล้วย 20 กรัม
น้ำตาลอ้อยธรรมชาติแท้ 20 กรัม
ดอกเกลือ 1 ช้อนชา
พริกไทยดำ 10 เม็ด
ใบเบย์ 2-3 ใบ
ผักชีลาวเล็กน้อย
วิธีทำ
- นำกระเทียมมาปอกเปลือก ล้างน้ำให้สะอาด ผึ่งไว้ให้แห้ง
- เตรียมภาชนะสำหรับดอง โดยการล้างให้สะอาดและต้มน้ำเดือดฆ่าเชื้อ ผึ่งให้แห้ง
- เตรียมน้ำดอง โดยนำน้ำส้มสายชู น้ำตาล และเกลือมาผสม คนให้เข้ากันจะน้ำตาลและเกลือละลาย
- นำกระเทียมใส่ภาชนะ เทนำดองใส่ลงไปแล้วตามด้วยน้ำผึ้ง
- ใส่สมุนไพรทั้งหมดลงไป
- ปิดฝาให้สนิท ตั้งทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้อง
- หมั่นเปิดคายฝาเพื่อไล่ก๊าซที่เกิดขึ้นในช่วงหนึ่งสัปดาห์แรก
กระเทียมดองน้ำมันมะกอกสมุนไพร

ส่วนประกอบ
กระเทียมอ่อนหรือกระเทียมโทน 160 กรัม
น้ำมันมะกอก extra vergin 160 มิลลิตร
โรสแมรี
ใบเบย์
พริกไทยดำ
วิธีทำ
- นำกระเทียมมาปอกเปลือก ล้างน้ำให้สะอาด ผึ่งไว้ให้แห้ง
- เตรียมภาชนะสำหรับดอง โดยการล้างให้สะอาดและต้มน้ำเดือดฆ่าเชื้อ ผึ่งให้แห้ง
- นำกระเทียมใส่โหล แล้วเทน้ำมันมะกอกลงไป ตามด้วย สมุนไพรต่างๆ
- ปิดฝาให้แน่น ตั้งทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้อง ประมาณหนึ่งเดือนจึงนำมาใช้งานได้
- เหมาะสำหรับนำมาย่างเนื้อสัตว์ ย่างขนมปัง ทำน้ำสลัด มายองเนส และเดรสซิ่งต่างๆ
กระเทียมดองมิโสะ

ส่วนประกอบ
กระเทียมสดหรือกระเทียมแห้ง 100 กรัม
มิโสะ (เต้าเจียวบดแบบญี่ปุ่น หรือจีน) 100 กรัม
น้ำตาลมะพร้าวแท้ 30 กรัม
วิธีทำ
- นำกระเทียมมาปอกเปลือก ล้างน้ำให้สะอาด ผึ่งไว้ให้แห้ง
- เตรียมภาชนะสำหรับดอง โดยการล้างให้สะอาดและต้มน้ำเดือดฆ่าเชื้อ ผึ่งให้แห้ง
- เตรียมมิโสะสำหรับดองโดยการนำมิโสะมาผสมกับน้ำตาลมะพร้าว คนให้เข้ากัน
- ตักมิโสะที่ผสมแล้วใส่ภาชนะรองไว้ที่ก้นภาชนะ แล้วใส่กระเทียมลงไปพอประมาณให้เท่าๆ กับมิโสะที่ใส่
- จากนั้นตักมิโสะใส่ตามลงไปและตามด้วยกระเทียมเป็นชั้นๆ จนหมด
- ปิดฝาเก็บไว้ที่อากาศเย็น และไม่ถูกแสงแดดโดยตรง
http://www.garlicclubb.com/the-garlic-story.html
https://talkingmyths.com/the-story-of-garlic/
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC3731019/
https://www.uaex.uada.edu/counties/miller/news/fcs/herbs-spices/Garlic_Adds_Flavor_and_Aroma.aspx
https://www.vinmec.com/en/news/health-news/healthy-lifestyle/things-you-need-to-know-when-eating-garlic-and-using-garlic/
https://www.researchgate.net/figure/Biometric-parameters-of-four-garlic-ecotypes_tbl3_320602222
https://ail-echalote-certifie.org/en/history-health-benefits-garlic/
https://imperiogarlic.com/en/garlic-history/
https://specialtyproduce.com/produce/Thai_Garlic_7818.php
https://www.doctor.or.th/article/detail/4307
https://www.intechopen.com/chapters/76996
Extracts from the history and medical properties of garlic – PMC (nih.gov)
https://www.britannica.com/place/Tien-Shan/Geology
https://www.centralasia-travel.com/en/countries/kirgistan/tien-shan
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC6271412/
Extracts from the history and medical properties of garlic – PMC (nih.gov)



