“มันไม่ใช่แค่เป็นปลูกผักสลัดเสร็จแล้วก็คุ้ยดินออกมาแล้วก็ใส่เข้าไปใหม่ เราไม่ได้ทำการเกษตรแบบนั้น เราทำการเกษตรแบบที่เราเข้าใจว่าดินเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตมากมาย เพราะฉะนั้นเรื่องของดินไม่ได้เป็นแค่อาหารของผักที่เราจะกินเข้าไป แต่มันเป็นระบบนิเวศที่เราต้องเรียนรู้”
แพร – อมตา จิตตะเสนีย์ หรือ แพรี่พายที่เราต่างรู้จักเธอจากบทบาทเมกอัพอาร์ติสต์ชื่อดังระดับโลก สู่การเป็นนักสื่อสารเพื่อสิ่งแวดล้อม เพื่อธรรมชาติ จนวันนี้เธอผันตัวมาเป็น Urban Farmer และนักศึกษาปริญญาเอกภาควิชาชีววิทยา ที่ลงลึกเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพและชาติพันธุ์วิทยา
ด้วยอีกหนึ่งบทบาทใหม่ที่น่าสนใจ THE FARMER จึงชวนแพรี่พายมาคุยเกี่ยวกับบทบาทใหม่กันในโปรเจค From soil to soul ดิน ชีวิต และจิตวิญญาณ ที่ว่าด้วยเรื่องของการทำสวนบนดาดฟ้า หรือการเป็นนักเรียนโลกอย่างไรแบบไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
“ตัวเราอยากมีคุณค่าในการเกิดมาบนโลกใบนี้ ในสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ ภายใต้สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในสภาวะแวดล้อมตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็น ภาวะโลกเดือด ความมั่นคงทางอาหาร หรืออีกหลายๆ อย่าง เราอยากสื่อสารให้เป็นเรื่องราวของการส่งต่อแรงบันดาลใจให้ทุกคนสามารถมีความสุขกับสิ่งที่อยู่รอบตัว โดยใช้ความคิดสร้างสรรค์ ทำให้เราอยู่ร่วมกับอะไรง่ายๆ ที่เป็นพื้นฐาน เช่น ปลูกต้นไม้ ปลูกผัก ปลูกพืชที่สกัดออกมาเป็นสี เพื่อนำมาวาดรูปหรือทำอะไรหลายๆ อย่าง เราอยากเป็นเพียงกระบอกเสียงหรือแรงกระเพื่อมจุดเล็กๆ จุดหนึ่งสำหรับมิตินี้”

แพรี่พายเริ่มต้นลงมือทำการเกษตรบนสวนดาดฟ้าตอนช่วงเกิดสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งถ้านับเวลาจากตอนนั้นถึงตอนนี้ก็เข้าสู่ปีที่ 3 แล้ว เธอเล่าว่าเพราะช่วงนั้นออกไปไหนไม่ได้ อีกทั้งการอยู่ในเมืองก็ไม่ได้มีแหล่งอาหารเป็นของตัวเอง ต้องคอยสั่งอาหารเดลิเวอรี่เข้ามา หรือแม้กระทั่งช่วงที่สามารถออกไปห้างสรรพสินค้าหรือตลาดได้ มันก็สะท้อนให้เห็นว่าวิถีชีวิตของคนเมืองต้องพึ่งพาคนอื่นหรือแหล่งอาหารจากที่อื่นเสมอ สวนดาดฟ้าจึงเกิดขึ้นแบบการลองผิดลองถูก “การเกษตรกว่ามันจะได้ผลออกมาตามที่เราต้องการต้องใช้เวลาเป็นปี กว่าจะเข้าใจในเรื่องฤดูกาล เมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน เมล็ดตัดแต่งพันธุกรรม หรือแม้กระทั่งระบบนิเวศ”
“การสร้างห้องทดลองในปีนั้นอาจจะไม่ค่อยเข้าใจอะไรมากเท่าไหร่ ในปีต่อๆ ไปเราเริ่มเข้าใจระบบนิเวศเพิ่มขึ้นแล้วว่าการอยู่ในเมือง การปลูกผักในเมืองปัญหา ปัจจัยความเข้าใจมีอะไรบ้าง เราก็พยายามเรียนจากที่เราลงมือทำ แพรโชคดีที่ระหว่างก่อนที่จะเกิดโรคระบาดโควิด หรือว่าก่อนที่จะลงมือปลูกต้นไม้ หรือผักได้มีโอกาสลงพื้นที่หลายๆ จังหวัด ไม่ว่าจะเป็นผ้าไทย หรือเข้าป่า หรือไปในชุมชน เราได้เห็นมิติการอยู่ร่วมกันของคนแบบมีภูมิปัญญาชาวบ้าน มีเกษตรมีการปลูกพืชผักกินเอง เพราะทุกชุมชนที่เราลงพื้นที่เราก็จะได้กินอาหารพื้นบ้านในชุมชนนั้นด้วย บางชุมชนก็ได้ไปดูในสวนเขาว่ามีอะไรบ้าง ได้เด็ดผักกิน หรือเข้าป่าไปหาเห็ด หาน้ำผึ้ง แม้กระทั่งอยู่เชียงดาวก็ทำให้แพรรู้จักคำว่าพื้นที่ป่าต้นน้ำ เกษตรอินทรีย์ ไปปลูกข้าว เกี่ยวข้าว เราทำบ่อยมาก และการที่เราได้ทำกิจกรรมค่ายธรรมชาติกับคนในพื้นที่ กับคนที่สนใจมาเป็นลูกค่ายมันก็คือเรื่องราวของธรรมชาติ ความสัมพันธ์ของมนุษย์ในการกินเป็นปัจจัยสี่ทั้งหมด”


“สำหรับเราการปลูกไม่ใช่แค่ดินดี ดินยี่ห้อไหน หรือแพรปรุงดินอย่างไร ซึ่งมันเป็นคำถามที่แพรได้บ่อยแทบทุกวัน ใช้ดินยี่ห้ออะไรคะ ปรุงดินอย่างไรคะ แต่ที่จริงแล้วมันคือความเข้าใจที่เราสั่งสมประสบการณ์ เห็นสภาพแวดล้อมของสิ่งมีชีวิตในป่าแล้วเราหยิบดินขึ้นมาดมหอมสดชื่น เราไม่ได้ต้องเป็นการปรุงแต่งอะไรเยอะ ในป่าเป็นการพึ่งพาอาศัยของธรรมชาติที่พืชเป็นผู้ผลิต สิ่งมีชีวิตอื่นเป็นผู้บริโภค มีเห็ดราที่เป็นผู้ย่อยสลาย มันคือการหมุนเวียนธาตุอาหาร คือหน้าที่ของสิ่งมีชีวิตบนโลกพื้นฐานอยู่แล้ว อย่างการทำสวนดาดฟ้าเราก็จำลองระบบนิเวศที่เราชอบ อย่างสมมติแพรชอบที่เชียงดาวเราก็จำลองระบบนิเวศในป่าที่เราให้มีความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตอยู่บนตึก แพรปฏิบัติต่อพื้นที่ที่ทำเหมือนป่าเหมือนระบบนิเวศลักษณะของต้นไม้สูงเตี้ยมีความหลากหลายเยอะ มีสิ่งมีชีวิตเยอะ มีชันโรง มีผึ้ง มีนก และอื่นๆ ให้เป็นการอยู่แบบนิเวศ เราเรียกดาดฟ้าว่าเป็นนิเวศ ใช้การอยู่ร่วมกันอาศัยซึ่งกันและกัน พึ่งพากันและกัน มันก็เลยไม่ใช่แค่เป็นปลูกผัสลัดเสร็จแล้วก็คุ้ยดินออกมาใหม่แล้วก็ใส่ลงไป เราไม่ได้ทำการเกษตรแบบนั้น แต่เราทำการเกษตรแบบที่เราเข้าใจว่าดินเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตมากมาย สิ่งเล็กๆ ที่เรามองไม่เห็น ที่เราเรียกว่า microorganism จุลินทรีย์ เห็ดรา แบททีเรีย หรือแม้กระทั่งไส้เดือน กิ้งกือ ดินจะเป็นระบบนิเวศของเขาอยู่ข้างใน”
“หยิบดินมาหนึ่งกำเอาไปส่องกล้อง เราสามารถนับสิ่งมีชีวิตที่มากกว่าคนทั่วทั้งโลกได้ด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นเรื่องของดินไม่ได้เป็นแค่อาหารของผักที่เราจะกิน แต่มันเป็นระบบนิเวศของเขา”
คุยกันมาถึงตรงนี้ เราเลยถามคุณแพรไปว่าดินสำคัญต่อการเกษตรอย่างไร “ความจริงแล้วดินไม่ใช่แค่สำคัญต่อการเกษตรค่ะ แต่สำคัญกับสิ่งมีชีวิตบนโลกนี้ ยิ่งคนในเมืองเราไม่ค่อยเห็นพื้นดินเพราะเราเอาสิ่งแปลกปลอมไปปิดทำให้เวลาที่คิดถึงดิน เราคิดถึงแค่ดินที่อยู่ในกระถางถูกไหม เราเลยไม่ได้เห็นดินจริงๆ แต่จริงๆ แล้วดินคือสิ่งที่โอบอุ้มทุกสิ่งมีชีวิตบนโลกนี้ แล้วถ้ากลับมามองในภาคการเกษตรแน่นอนมันมีความสำคัญอยู่แล้ว เพราะว่าเป็นแหล่งของทุกสิ่งทุกอย่างที่เราจะต้องใช้ในการบริโภค การเกษตรก็คือการบริโภคการกิน นำมาทำเสื้อผ้าต่อ นำมาทำปัจจัยสิ่งของต่อ มันก็ต้องสำคัญ แต่ถ้าถามว่าการปลูกผักดินสำคัญที่สุดไหม ใช่ แต่มีปัจจัยอื่นร่วมด้วย แสงแดด น้ำ อากาศ”

“จริงๆ ภาคการเกษตรมันขึ้นอยู่กับความหมายของเรา ที่ต้องเข้าใจว่าการเกษตรมีหลายรูปแบบ อย่างเกษตรกรรมในรูปแบบของดาดฟ้าก็คือการอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิตแบบระบบนิเวศ เราอยู่ร่วมกันกับสิ่งมีชีวิต มีนกมาจิก จะมีหอยทาก มีหนอน อยู่ร่วมกันไม่เป็นไร เราพยายามให้ดินของเราเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตอันนี้คือ เกษตรบนดาดฟ้าของแพร”
“แต่ในภาพของการเกษตรปัจจุบันที่ปลูกพืชอย่างเดียวเสร็จแล้วก็ไถพรวนดินทิ้งเติมเคมี อันนั้นเขาปฏิบัติกับดินเป็นแค่แหล่งอาหารเฉยๆ ทีนี้จะถามว่าดินสำคัญไหม สุดท้ายแล้วสิ่งมีชีวิตจะอยู่บริเวณหน้าดินไม่เกินไปกว่า 20 เซนติเมตร ถ้าเราไปพรวนสารเคมี ยาฆ่าแมลง สิ่งมีชีวิตก็จะค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ มันจึงทำให้ในภาคของการเกษตรมีการเติมดินเรื่อยๆ เพราะว่าพืช ไม่สามารถดูดดินหรือสารอาหารจากดินขึ้นมาได้ ต้องอาศัยไมโครออร์แกนิสม์ เป็นจุลินทรีย์ตัวเล็กๆ ช่วยดูด ช่วยย่อยสารอาหาร เหมือนเรากินข้าว เรากินอาหาร ร่างกายเราก็ไม่ได้ย่อยแล้วดูดเข้าไปได้เอง ก็ต้องเหมือนแบบมีจุลินทรีย์ดี ต้องกินโพรไบโอติกส์และพรีไบโอติกส์ กินยาคูลท์ กิมจิ โยเกิร์ต ให้มันมีสิ่งมีชีวิตเยอะๆ ในกระเพราะเพื่อให้เขามาช่วยย่อยอาหาร ร่างกายเราถึงค่อยดูดซึมสิ่งที่กินเข้าไปนั้นอีกที เพราะเราได้สารอาหารเหมือนกับต้นไม้”
“ดังนั้นความสำคัญภาคการเกษตร ก็คือความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในดินอันนี้คือมองว่าสำคัญ เพราะว่าในมิติของภาคการเกษตรหรือหลายคนยังไม่เข้าใจความสัมพันธ์ของต้นไม้กับดิน พืชที่เรากินกับดินเท่าไหร่ว่า การดูดรับสารหรือสิ่งมีชีวิตข้อสำคัญมันเป็นอย่างไร ถ้าเรายิ่งทำเกษตรกรรมเชิงเดี่ยวอย่างนี้อยู่ หรือแม้กระทั่งการกินอาหารซ้ำ ๆ กินอยู่แค่ผักไม่กี่อย่างก็ทำให้เกษตรกรปลูกอยู่ไม่กี่อย่างเช่นกัน แล้วนอกจากนั้นนึกออกใช่ไหมดินไม่ได้เป็นแค่ ถ้าพูดถึงปัจจัยใหญ่เขาก็มีการบริการทางนิเวศอย่างอื่นที่เขาช่วยสนับสนุนเราเช่น ดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศมากักเก็บไว้ในดิน อันนี้เราพูดถึง Climate Change การพังทลายของหน้าดินก็ตามหรือหลายๆ อย่าง เขามีการบริการเยอะ”
และถ้าจะให้สรุปแบบสั้นๆ ง่ายๆ ว่าดินดี พืชดี ชีวิตดี คุรแพรคิดเห็นอย่างไรกับประโยคนี้ “ก็ตรงตัวค่ะ สำหรับแพรรู้สึกว่าประโยคนี้ มนุษย์ยังเป็นที่หนึ่งยืนอยู่สูงสุดของพีระมิด ถ้าถามว่าเห็นด้วยไหม ก็เห็นด้วย”

ก่อนจบบทสนทนานี้ด้วยเวลาอันจำกัด เราให้คุรแพรทิ้งท้ายเกี่ยวกับการมีชีวิตที่ยั่งยืนในแบบฉบับของเธอ และคำตอบที่เราได้ก็คือ… “เราสามารถเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ในแบบของเราได้”
“ทุกคนสามารถเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ในแบบของเราได้ คือ ถ้าเราทุกคนสามารถเป็นหยดน้ำเล็กๆ ได้มันก็จะใหญ่ขึ้น เราลองเริ่มจากดูว่าตัวเองกินอะไรอยู่ ใช้อะไรบ้างในชีวิตประจำวัน แล้วเราสามารถ ลด ละ เลิก ตรงไหนได้ หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเราตรงไหนได้บ้าง หรือแม้กระทั่งแทนที่เราจะสนับสนุนการซื้อผักหรืออาหาร หรือของบริโภคจากแค่กลุ่มคนใหญ่ๆ อย่างเช่น พืชเชิงเดี่ยว หรือเกษตรกรรมแบบโรงงาน อุตสาหกรรมภาคการเกษตร ถ้าเราเลือกที่จะสนับสนุน ของพื้นเมือง ฟาร์ม ธุรกิจขนาดเล็ก homemade ระบบนิเวศเล็กๆ แต่ว่าเป็นแรงสะท้อนของสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น แล้วก็กำลังปฏิบัติเพื่อแก้ไข เราสามารถเลือกสนับสนุนกลุ่มคนเหล่านี้ได้”



