เมื่อโลกโทรมลงอันเนื่องมาจากทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลาย โดยเฉพาะทรัพยากรป่าไม้ที่หายไปอย่างรวดเร็วในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ตามรายงานขององค์การอาหารและเกษตรกรรมแห่งสหประชาชาติ (FAO) ที่ระบุว่าป่าไม้ของโลกหายไปมากถึง 650 ล้านไร่ โดยมีสาเหตุหลักมาจากการบุกรุกแผ้วถางเพื่อทำเกษตรกรรมและเลี้ยงสัตว์
หลายประเทศทั่วโลกรวมถึงภาคีต่างๆ จึงได้ออกมาตรการและกฎหมายที่มุ่งเน้นไปสู่การสร้างความยั่งยืนให้แก่โลก หนึ่งในนั้นคือ มาตรการ “EUDR” ซึ่งเป็นมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรปเพื่อลดการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งมีผลบังคับใช้กับการนำเข้าสินค้ายุโรปตั้งแต่ปลายปี 2024 นี้กับสินค้า 7 ชนิด ได้แก่ ยางพารา ปาล์มน้ำมัน วัว ไม้ กาแฟ โกโก้ และถั่วเหลือง รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสินค้าเหล่านี้ อาทิ ยางรถยนต์ เฟอร์นิเจอร์ กระดาษ เครื่องหนังสัตว์ โดยกำหนดให้สินค้าที่เข้าและออกจากสหภาพยุโรปจะต้องปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า และสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงที่มาและการผลิตได้ทุกขั้นตอนว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำลายป่า
มาตรการดังกล่าวนี้เองที่ทำให้เกิดการตื่นตัวในบริษัทผู้ผลิตสินค้าที่เกี่ยวเนื่องทั้ง 7 ชนิดที่จำเป็นต้องมุ่งเน้นไปสู่ความยั่งยืนมากยิ่งขึ้นหากยังต้องการส่วนแบ่งตลาดสินค้าในยุโรป และหนึ่งในสินค้าที่มีศักยภาพของไทยที่สามารถแข่งขันในตลาด EU ได้ นั่นก็คือ ยางพารา ซึ่งการยางแห่งประเทศ (กยท.) ได้ประกาศอย่างหนักแน่นว่า ยางพาราของไทยจะต้องขับเคลื่อนไปสู่ความยั่งยืนของโลก นั่นเองที่เป็นที่มาของ “Greenergy Tyre” ยางล้อแบรนด์ไทยที่พร้อมขับเคลื่อนทุกชีวิตสู่ความยั่งยืน

Greenergy Tyre ยางล้อแบรนด์ไทยมาตรฐานสากล
เมื่อกลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา (15-17 พ.ค. 67) การยางแห่งประเทศไทยได้ร่วมจัดงานมหกรรมยางล้อระดับนานาชาติ “TyreXpo Asia 2024” ที่ไบเทค บางนา พร้อมเปิดตัวแบรนด์ล้อยาง กยท. “Greenergy Tyre” ที่ใช้วัตถุดิบการผลิตจากยางพาราไทย ที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกขั้นตอน
THE FARMER ได้มีโอกาสพูดคุยกับ ดร.เพิก เลิศวังพง ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย (ประธานบอร์ด กยท.) ถึงจุดเริ่มต้นของ Greenergy Tyre ยางล้อแบรนด์ไทย และประโยชน์ที่ภาคเกษตรกรพี่-น้องชาวสวนยางจะได้รับจากการที่ประเทศไทยมีแบรนด์ยางล้อของตนเอง
“หากพูดถึงปลายน้ำของยางพารา การถูกนำไปแปรรูปใช้ประโยชน์มากที่สุด ก็คือการนำไปทำเป็นล้อยาง แต่ในทางกลับกันคนต้นน้ำอย่างพี่-น้องชาวสวนยางนั้น ไม่เคยเห็นผลิตภัณฑ์ของตัวเองเลย” ดร.เพิก เลิศวังพง ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย (ประธานบอร์ด กยท.) กล่าว

ดร. เพิกยังกล่าวอีกว่า “Greenergy Tyre ถือเป็นก้าวแรกของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยาง ภายใต้การจัดการของการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ด้วยแนวคิดขับเคลื่อนทุกชีวิตสู่ความยั่งยืน เพราะยุคนี้ผลผลิตทั้งหมดเราจะต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงที่มาได้ รักษ์โลก และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่ง Greenergy Tyre ถูกผลิตหลังเกิดการผลักดันให้เกิดโรงงานแปรรูปภายในประเทศ เพื่อตอกย้ำความพร้อมของไทยที่มีวัตถุดิบยางธรรมชาติมากกว่า 4 ล้านตัน โดยมีเป้าหมายเพื่อดูดซับปริมาณยาง เพิ่มความต้องการใช้ในประเทศ และส่งออกจำหน่ายนอกราชอาณาจักร”
ที่สำคัญ Greenergy Tyre ผ่านกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับได้ตามมาตรการ EUDR ว่าไม่บุกรุกพื้นที่ป่า โดยกระบวนการผลิตเริ่มจากรับซื้อวัตถุดิบน้ำยางของเกษตรกรกร หรือสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางซึ่งอยู่ในระบบทะเบียนของกยท. ทั้งยังมีข้อมูลระบุพิกัดที่ตั้งสวนยางชัดเจน และซื้อขายผ่านตลาดกลางยางพารากยท. ก่อนส่งเข้าโรงงานแปรรูปเป็นยาง STR และโรงงานผลิตยางล้อ Greenergy Tyre ดังนั้นทุกขั้นตอนซื้อขายหรือส่งต่อสินค้าจึงสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังแหล่งกำเนิดได้ทุกเส้น ผู้ซื้อผลิตภัณฑ์สามารถมั่นใจได้ถึงคุณภาพและแหล่งที่มาของวัตถุดิบ มีมาตรฐาน ในระดับที่สากลยอมรับ

Greenergy Tyre ยางล้อคุณภาพจากยางพาราธรรมชาติ
ดร.เพิก เลิศวังพง กล่างถึงคุณสมบัติของยางล้อแบรนด์ไทยว่า “ยางเส้นนี้แม้ว่าภายนอกจะดูเหมือนล้อยางทั่วๆ ไป แต่ภายในเนื้อยางเรียกว่ายางคอมเปาวด์ (Rubber compounding) ซึ่งเป็นสูตรที่มีการผสมยางธรรมชาติมากกว่าแบรนด์อื่นประมาณ 30% โดยในขั้นการเติมยางธรรมชาติเข้าไปแทนยางสังเคราะห์นั้น เป็นเรื่องยากกว่าปกติ แต่กระบวนการนี้จะทำให้สามารถใช้ประโยชน์จากยางพาราในประเทศได้มากขึ้น ทั้งนี้สูตรที่ใช้ในการทำล้อยางสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงที่มาได้จริงตามหลัก EUDR ฉะนั้นจึงมั่นใจได้ว่ายางล้อแบรนด์ไทยเป็นผลิตภัณฑ์ระดับมาตรฐานสากล
นอกจากนี้ Greenergy Tyre ยังถูกผลิตโดยผู้ผลิตยางล้อชั้นนำของประเทศไทยที่ได้รับมาตรฐาน มอก. ซึ่งมีเป้าหมายจะผลิตทั้งหมด 8 รุ่น รุ่นที่นำมาแสดงในงานนี้เป็นรุ่นประเดิมรุ่นที่ 1/8 เป็นยางล้อรถยนต์สำเร็จรูปแบบเส้นลวด ขนาดยางที่ผลิต 215/70 R15C ความสูงของแก้มยาง 70% เส้นผ่านศูนย์กลางยางล้อ 15 นิ้ว
ส่วนเรื่องของคุณสมบัติ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของความนุ่มนวล การเกาะถนนเปียกและถนนแห้ง การยึดเกาะ และอื่นๆ ล้วนผ่านมาตรฐานการทดสอบมาแล้ว จึงมั่นใจได้ว่ามีความทนทาน รับน้ำหนักได้ดี และมีราคาที่สามารถจับต้องได้
ทั้งนี้ ดร.เพิก เลิศวังพง ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย (ประธานบอร์ด กยท.) ยังบอกอีกว่า ล็อตแรกที่เพิ่งเปิดตัวไปในงานมหกรรมยางล้อระดับนานาชาติ “TyreXpo Asia 2024” ยอดขายทะลุ 20,000 เส้นไปเรียบร้อยแล้วแล้ว
เสถียรภาพของราคายาง ความยั่งยืนที่เกษตรกรสวนยางจับต้องได้
การที่ กยท. ประกาศขับเคลื่อนยางล้อแบรนด์สู่ตลาดสากล นับเป็นสัญญาณที่ดีต่อพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางที่จะได้เข้าร่วมในห่วงโซ่อุปทานที่มีเสถียรภาพของราคามากขึ้น นั่นเพราะวัตถุดิบต้นน้ำอย่างยางพาราจากเกษตรกรไทยจะร่วมอยู่ในกระบวนการแปรรูป ประกอบกับคุณภาพมาตรฐานของผลผลิตที่กยท. พยายามยกระดับให้เกษตรสวนยางเข้าสู่มาตรฐาน FSC (Forest Stewardship Council คือองค์กรนานาชาติที่ช่วยผลักดันและสนับสนุนการดูแลป่าไม้ทั่วโลกอย่างมีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม) รวมถึงเรื่องคาร์บอนเครดิตอีกด้วย
“Greenergy Tyre ถือเป็นกรีนโปรดักส์ที่เกี่ยวข้องกับเกษตรกรนับ 10 ล้านคนในกระบวนการผลิต ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ เพราะฉะนั้นยางส่วนหนึ่งจะเป็นในเรื่องของสิ่งแวดล้อม สุดท้ายเราจะทำให้ยางเป็นสินค้า low carbon ที่เปิดจำหน่ายทั่วโลก รวมถึงการจัดการบริการสวนยางให้ยั่งยืนด้วย” ดร.เพิก เลิศวังพง กล่าว

Greenergy Tyre ขับเคลื่อนทุกชีวิตสู่ความยั่งยืน
Greenergy Tyre ถือเป็นต้นแบบของการขับเคลื่อนความยั่งยืนให้เกิดขึ้นในปัจจุบันและนำไปสู่อนาคตที่ดียิ่งขึ้น การพยายามยกระดับคุณภาพของยางล้อแบรนด์ไทยให้ผ่านข้อกำหนดของ EUDR เป็นการสร้าง Ecosystem ใหม่ให้แก่ภาคการเกษตรยางพารา นั่นเพราะตลอดการผลิตยางล้อ Greenergy Tyre ได้มีการตรวจสอบแหล่งที่มาของวัตถุดิบ และมีการควบคุมและบันทึกข้อมูลทุกขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การซื้อวัตถุดิบน้ำยางจากเกษตรกร หรือสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางซึ่งอยู่ในระบบทะเบียนของกยท. ผ่านตลาดกลางยางพารากยท. ที่มีอยู่ 8 แห่งทั่วประเทศ และตลาดเครือข่าย 500 แห่ง ส่งเข้าโรงงานแปรรูปเป็นยางแท่ง STR และโรงงานผลิตยางล้อ Greenergy Tyre โดยทุกขั้นตอนการซื้อขายหรือส่งต่อสามารถตรวจสอบย้อนกลับไปยังแหล่งกำเนิดได้ทุกเส้น ทั้งนี้การนำเอาเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยมาผนวกใช้โดยคำนึงถึงมิติความยั่งยืนอย่างที่สอดรับกับกฎระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่าของ EUDR
โดยกยท. ในฐานะองค์กรกลางที่มุ่งบริหารจัดการยางพาราของไทยทั้งระบบให้เกิดความยั่งยืน ควบคู่ไปกับการจัดการทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ ก็ตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและการดูแลสิ่งแวดล้อม รวมถึงมุ่งมั่นสนับสนุนพัฒนาศักยภาพเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา สถาบันเกษตรกร และผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมยางพารา เพื่อยกระดับคุณภาพของผลผลิตและผลิตภัณฑ์แปรรูปยางที่มีมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งนำไปสู่การเพิ่มรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตสู่ความยั่งยืน



