เมื่อทั่วโลกได้ตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น รวมถึงผลักดันให้ลดคาร์บอนไดออกไซด์อย่างจริงจัง โดยประเทศไทยเองก็ร่วมเป็นหนึ่งในนั้นด้วย ทำให้ “คาร์บอนเครดิต” กลายเป็นที่พูดถึงมากยิ่งขึ้นในประเทศไทย เพื่อหวังลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือภาคเกษตรกรรม โดยการทำการเกษตรเพื่อขายคาร์บอนเครดิต แม้ประเทศไทยจะเริ่มต้นช้าไปกว่าประเทศอื่น แต่ก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือก และอาจจะเป็นทางรอดที่น่าสนใจสำหรับภาคเกษตรไม่น้อย แล้วคาร์บอนเครดิตคืออะไร เกษตรกรจะสร้างรายได้จากตรงนี้ได้ด้วยวิธีไหน THE FARMER มาสรุปให้แล้ว

คาร์บอนเครดิตคืออะไร
คาร์บอนเครดิต หมายถึง สิทธิที่เกิดจากการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือ คาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่สิ่งแวดล้อม (ปกติการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอื่น ๆ จะเทียบกับสัดส่วนการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์) รวมถึง การเก็บกัก หรือ การดูดกลับด้วย จากกิจกรรมหรือโครงการ ซึ่งสิทธิดังกล่าวจะต้องมีการรับรองโดยหน่วยรับรอง ตามระเบียบหรือวิธีการของทางราชการที่เป็นที่ยอมรับหรือเทียบได้กับระดับสากล โดยประเทศไทยก็มีหน่วยงานชื่อว่า องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เป็นองค์การมหาชน ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เป็นหน่วยวิเคราะห์ กลั่นกรอง และรับรองโครงการ
แหล่งในการขาย
โดยจุดประสงค์ของการสร้างคาร์บอนเครดิตก็เพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือ คาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นจากการทำกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการจราจร อุตสาหกรรมการผลิตสินค้าต่างๆ รวมถึงการภาคการเกษตรด้วย

ทำอย่างไรถึงจะขายคาร์บอนเครดิตได้
ตลาดคาร์บอนสามารถแบ่งออกได้ 2 ประเภท ได้แก่
1. ตลาดคาร์บอนภาคบังคับ (Mandatory carbon market) คือ ตลาดคาร์บอนที่จัดตั้งขึ้นสืบเนื่องจากผลบังคับในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามกฎหมายซึ่งต้องมีรัฐบาลเข้ามาเกี่ยวข้องในฐานะผู้ออกกฎหมายและเป็นผู้กำกับดูแลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยผู้ที่เข้าร่วมในตลาดจะต้องมีเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีผลผูกพันตามกฎหมาย (Legally binding target) อย่างไรก็ดีผู้ที่ไม่สามารถปฏิบัติตามเป้าหมายที่ตั้งไว้จะถูกลงโทษ และ/หรือ ผู้ที่สามารถปฏิบัติตามเป้าหมายที่ตั้งไว้จะสามารถได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ หรือไม่ก็ได้ขึ้นอยู่กับการบัญญัติกฎหมาย
2. ตลาดคาร์บอนแบบภาคสมัครใจ (Voluntary carbon market) คือ ตลาดคาร์บอนที่ถูกสร้างขึ้นโดยไม่ได้มีกฎหมายที่เกี่ยวกับการควบคุมก๊าซเรือนกระจกมาบังคับการจัดตั้งตลาดเกิดขึ้นจากความร่วมมือกันของผู้ประกอบการหรือองค์กร เพื่อเข้าร่วมซื้อขายคาร์บอนเครดิต ในตลาดด้วยความสมัครใจโดยอาจจะมีการตั้งเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเองโดยสมัครใจ (Voluntary) แต่ไม่ได้มีผลผูกพันตามกฎหมาย (Non-legally binding target)
โดยการซื้อขายคาร์บอนเครดิต สามารถดำเนินการได้ 2 รูปแบบ ได้แก่
1. การซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มตลาดซื้อขาย (Trading Platform) หรือ ศูนย์ซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการและ
2. ซื้อขายในระบบทวิภาค (Over-the-counter: OTC) ซึ่งเป็นการตกลงกันระหว่างผู้ต้องการซื้อและผู้ขายโดยตรง ซึ่งเป็นผู้พัฒนาโครงการที่ต้องการขายคาร์บอนเครดิตของตนโดยไม่ผ่านตลาด

ภาคการเกษตรต้องทำอย่างไรถึงจะหารายได้จากคาร์บอนเครดิตได้
โดยในส่วนของประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศเกษตรกรรม อบก. ได้กำหนดไว้ให้สามารถนำมาขายคาร์บอนเครดิตได้หลายประเภท แต่ที่เกี่ยวข้องกับภาคการเกษตร คือ การปลูกป่าอย่างยั่งยืน สวนไม้เศรษฐกิจโตเร็ว และการทำการเกษตร
ปลูกป่าอย่างยั่งยืน
การปลูกป่าอย่างยั่งยืนจะต้องเป็นไม้ยืนต้นที่เนื้อไม้มีวงปีแต่ละปีมีความหนาของลำต้นเพิ่มขึ้นขนาดพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 10 ไร่ สามารถกักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้ไม่เกิน 16,000 ตันคาร์บอนไดออกไซต์เทียบเท่าต่อปี โดยมีการปลูกและดูแลอย่างถูกวิธีตามหลักวิชาการ หากเป็นพื้นที่ป่าต้องไม่มีการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศป่าตั้งเดิมและไม่มีการนำไม้ออกมาทั้งหมดในช่วง 10 ปี ตั้งแต่เริ่มดำเนินการ และที่สำคัญจะต้องมีเอกสารสิทธิการใช้ประโยชน์ที่ดินทางกฎหมาย

โดยต้นไม้ที่สามารถขายคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) ได้มี 58 ชนิด ได้แก่ ตะเคียนทอง ตะเคียนหิน ตะเคียนชันตาแมว ไม้สกุลยาง (ไม่รวมยางพารา) สะเดา สะเดาเทียม ตะกู ยมหิน ยมหอม นางพญาเสือโคร่ง นนทรี สัตบรรณตีนเป็ดทะเล พฤกษ์ ปีบ ตะแบกนา เสลาอินทนิลน้ำ ตะแบกเลือด นากบุด ไม้สัก พะยูง ชิงชัน กระซิก กระพี้เขาควายสาธร แดง ประดู่ป่า ประดู่บ้าน มะค่าโมง มะค่าแต้ เคี่ยม เคี่ยมคะนอง เต็ง รัง พะยอม ไม้สกุลจำปี (จำปีสิรินธร – จำปีป่า) จำปีถิ่นไทย (จำปีดง,จำปีแขก,จำปีเพชร) แคนา กัลปพฤกษ์ ราชพฤกษ์ สุพรรณิการ์ เหลืองปรีดียาธร มะหาด มะขามป้อม หว้า จามจุรี พลับพลา กันเกรา กะทังใบใหญ่ หลุมพอ กฤษณา ไม้หอม เทพทาโร ฝาง ไผ่ทุกชนิด ไม้สกุลมะม่วง ไม้สกุลทุเรียน มะขาม

สวนไม้เศรษฐกิจโตเร็ว
สวนไม้เศรษฐกิจโตเร็ว จะต้องเป็นต้นไม้ยืนต้นโตเร็วตามที่องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) กำหนดไว้ เช่น ปาล์มน้ำมัน ไผ่ มะพร้าว เป็นต้น โดยต้องมีการปลูกและดูแลอย่างถูกวิธี ก่อนดำเนินโครงการต้องไม่เป็นพื้นที่ที่มีการตัดไม้ยืนต้นออกก่อนครบอายุรอบตัดฟันเพื่อทำการปลูกไม้ยืนต้นโตเร็วรอบใหม่ ซึ่งกำหนดรอบตัดฟันไม่น้อยกว่า 10 ปี และไม่มีการนำไม้ออกมาตลอด 10 ปี แต่สามารถตัดแต่งบำรุงรักษาต้นไม้ได้ หากเป็นพื้นที่ป่าต้องไม่มีการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศป่าดั้งเดิม และมีเอกสารสิทธิการใช้ประโยชน์ที่ดินทางกฎหมาย
การดูแลที่มีผลต่อการกักเก็บคาร์บอนประกอบด้วย การปลูกที่เริ่มตั้งแต่การเตรียมพื้นที่ เตรียมกล้าไม้ วิธีปลูก การดูแลกำจัดวัชพืช การให้น้ำ และการจัดการพื้นที่อย่างถูกวิธี เป็นต้น

การทำการเกษตร
กลุ่มที่มีการปล่อยก๊าชเรือนกระจกมากที่สุดในภาคการเกษตร คือ การทำนาข้าว ขั้นตอนของการเตรียมแปลงนามีการขังน้ำในแปลงเพื่อย่อยสลายตอซังข้าว ทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะช่วงการปล่อยน้ำเข้านา นาข้าว 1 ไร่ อาจเกิดก๊าซมีเทนได้ตั้งแต่หลักสิบถึงหลักพันกิโลคาร์บอนและก่อให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่ากับการใช้น้ำมันตั้งแต่ 1 – 100 ลิตร ทั้งนี้ กรมการข้าวได้พัฒนาการทำนาข้าวลดโลกร้อน ประกอบด้วย 4 กิจกรรมหลัก คือ การปรับหน้าดินด้วยแสงเลเซอร์ การทำนาแบบเปียกสลับแห้ง การใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน และการจัดการฟางและตอซังข้าว ความสำคัญของปัญหานี้ คือ เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าขั้นตอนการทำนาข้าวบางขั้นตอนก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และไม่ทราบวิธีการทำนาข้าวลดโลกร้อน
วิธีการลงทะเบียนขายคาร์บอนเครดิต

ซึ่งการสมัครเป็นผู้ขายคาร์บอนเครดิตจะต้องขึ้นทะเบียนกับองค์การบริหารจัดการก๊าชเรือนกระจก (องค์การมหาชน) และเมื่อศึกษาดีแล้ว และมีพื้นที่เข้าเงื่อนไขตรงตามข้อกำหนดของ อบก. ก็สามารถขอขึ้นทะเบียนโครงการกับ อบก.ขั้นตอนต่อไปนี้ได้เลย
- ต้องเปิดบัญชี T-VER Credit กับ อบก. ก่อนทำการซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิต โดยผู้ยื่นสมัครจะต้องแสดงเอกสารตามข้อกำหนดของแต่ละโครงการ ตามรายละเอียดของโครงการอย่างละเอียด
- ตรวจสอบความใช้ได้โดยผู้ประเมินภายนอก เป็นขั้นตอนการกักเก็บคาร์บอนของต้นไม้ ซึ่งต้องใช้บุคคลที่มีความรู้เฉพาะทาง
- ขึ้นทะเบียนโครงการโดยอบก.ดำเนินโครงการ จัดทำรายงานการติดตามประเมิน
- ทวนสอบข้อมูลการกักเก็บก๊าซเรือนกระจกโดยผู้ประเมินภายนอก หากโครงการผ่านการอนุมัติจะได้การรับรองคาร์บอนเครดิตโดยอบก.
- สมัครเป็นผู้ขายคาร์บอนเครดิต โดยต้องเปิดบัญชีในระบบทะเบียนคาร์บอน และ สามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนขายในตลาด Platform FTIX โดยราคาซื้อขายเป็นไปตามที่ตกลงกันเองระหว่างผู้ขายและผู้ซื้อปัจจุบันราคาอยู่ที่ 120 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์เฉลี่ยจะอยู่ที่ 231,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
แม้การขายคาร์บอนเครดิตอาจจะดูยุ่งยากไปสักนิด แต่ในปัจจุบันตลาดคาร์บอนเครดิตถือว่าเติบโตขึ้นเป็นอย่างมาก ซึ่งนอกจากจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการสร้างรายได้ให้กับภาคเกษตรแล้ว ยังช่วยลดโลกร้อนได้อีกด้วยนะ
ขอบคุณข้อมูล
https://carbonmarket.tgo.or.th/concept_offsetting/concept_offsetting.pnc
https://carbonmarket.tgo.or.th/index.php?lang=TH&mod=Y29uY2VwdF9tYXJrZXQ=
https://library.parliament.go.th/index.php/th/radioscript/rr2566-feb1



