ผลผลิตขายได้ราคา มีคุณภาพและเป็นที่ต้องการของตลาด
หลายท่านคงเคยผ่านตาข้อมูล สินค้าเกษตรของประเทศญี่ปุ่น ทำราคาติดอันดับแพงที่สุดในโลกอยู่หลายครั้ง เช่น
ข้าวญี่ปุ่นสายพันธุ์พิเศษ โคชิฮิคาริ (Kochi Hikari ) ราคากิโลละ 4,000 บาท

เมลอนยูบาริ ราคากิโลละ 35,000 บาท (ในช่วงโควิด ) ราคาประมูลเคยอยู่ที่หลักหลายแสน

องุ่น Ruby Roman ราคาพวงละ 200,000 บาท ซึ่งเป็นราคาประมูลเฉพาะช่วงเวลา ในแต่ละปีราคาจะไม่เท่ากัน


ประเทศญี่ปุ่น สร้างปรากฏการณ์ผลิตและจำหน่ายพืช ผัก ผลไม้มีคุณภาพ เป็นที่ต้องการของตลาด แต่ท่านเชื่อหรือไม่ว่าหากย้อนรอยกลับไป ประเทศญี่ปุ่นมีการปรับตัวครั้งยิ่งใหญ่ในภาคเกษตรกรรม เขาทำกันอย่างไร ไปหาคำตอบกันค่ะ
การปฏิรูปที่ดินหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
ด้วยลักษณะภูมิประเทศของญี่ปุ่น เต็มไปด้วยภูเขา มีพื้นที่ทำการเกษตรน้อย

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลญี่ปุ่น จึงได้ปรับปรุงภาคเกษตรกรรม เพื่อสร้างอาหารให้เพียงพอ สำหรับความต้องการของคนในประเทศและต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร โดยใช้นโยบาย ปฏิรูปที่ดินครั้งใหญ่ รัฐบาลออกกฏหมายจำกัดการถือครองที่ดินในสัดส่วนที่กำหนด ทำให้เจ้าของที่ดิน ที่มีที่ดินขนาดใหญ่ต้องขายที่ดินคืนให้กับรัฐบาล และรัฐบาลก็นำที่ดินนั้นมาจัดสรรจำหน่ายให้เกษตรกร
ที่ไม่มีที่ดินทำกิน กำหนดราคาคงที่และดอกเบี้ยต่ำ ช่วยเกษตรกรมีที่ดินทำการเกษตรเพิ่มขึ้น เพิ่มพื้นที่การเกษตร
ในปี 1948 รัฐบาลญี่ปุ่นได้ตั้งสหกรณ์การเกษตร หรือ JA (Japan Agricultural Cooperatives :JA ) ให้เป็นหน่วยงานที่ช่วยเหลือเกษตกรญี่ปุ่น ในด้านการผลิต การพัฒนาเทคโนโลยี อุดหนุนราคาข้าวเป็นตัวกลางจำหน่ายสินค้าและผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรทั้งในและ
ต่างประเทศ ดูแลผลประโยชน์ระหว่างเกษตรกรกับรัฐบาล ให้บริการด้านสินเชื่อการเงินกับเกษตรกรอีกด้วย ทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่แน่นอนและปลูกข้าวในปริมาณที่พอต่อการเลี้ยงคนในประเทศและจำหน่ายแต่ด้วยการอุดหนุนทำให้เกษตกรขาดแรงจูงใจในการปลูกสินค้าเกษตรอื่นๆเช่นผักผลไม้
การสมาชิกองค์การการค้าโลก WTO และการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม
ด้วยระเบียบของ WTO ต้องลดอุปสรรคทางการค้ารัฐบาลจึงต้องปรับนโยบายการอุดหนุนราคาข้าว
เป็นการให้ส่วนต่าง ประกอบกับการแข่งขันทางด้านการค้า ทำให้สินค้าเกษตรจากต่างประเทศเริ่ม
เข้ามาจำหน่ายในประเทศ แข่งขันด้านราคา และภาคอุตสาหกรรมเติบโตมากขึ้น ทำให้เกษตรกรเลิก
ทำการเกษตรแล้วไปขายแรงงานในภาคอุตสาหกรรมเพราะได้เงินดีกว่า และทำการเกษตรเป็นงานอดิเรก ทำให้ญี่ปุ่นขาดแคลนสินค้าเกษตรอีกครั้ง และยังมีปัญหาด้านต้นทุนที่สูงอีกด้วย
รัฐบาลญี่ปุ่นจึงย้อนกลับไปมองที่ต้นเหตุของปัญหาหลักๆ คือ
- ที่ดินทำการเกษตรมีพื้นที่น้อยจึงทำให้ต้นทุนการผลิตสูง
- ขาดนวัตกรรมที่ช่วยเพิ่มคุณภาพผลผลิต
- ปริมาณเกษตรกรลดลง
รัฐบาลปรับกลยุทธ์ใหม่แก้ไขปัญหาที่ดิน โดยให้เอกชนรวมที่ดินกับเกษตรกรได้ และเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรให้เป็น “สินค้าพรีเมียม”


โดย พัฒนาสายพันธ์ แปรรูปต่อยอดเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร เช่น สาเก เมลอนพันธ์ใหม่ สินค้าจากนม ขนม ผลิตภัณฑ์สินค้าชีวภาพ และใช้ “Storytelling” สอดแทรกเรื่องราวลงไปในสินค้า สามารถเพิ่มมูลค่าและคุณค่าสินค้า ทำให้สินค้าเกษตรของญี่ปุ่นแตกต่างจากคู่แข่งทำราคาได้ดี

และที่สำคัญคือการ “สร้างระบบตรวจสอบแบบย้อน”กลับควบคุมเกษตรกรให้ใส่ใจคุณภาพการผลิต
และผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าสินค้ามีความปลอดภัยตั้งแต่การผลิต ขนส่ง ไปถึงการจัดจำหน่าย ทำให้สินค้ามีความคุ้มค่ากับราคาที่จ่าย
โดยรัฐบาลได้มอบหมายให้ สหกรณ์การเกษตร หรือ JA (Japan Agricultural Cooperatives :JA ) เป็นหน่วยงานหลักทำการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการเกษตรใหม่ๆ เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ
ด้วยการคิดแก้ไขปัญหาแบบองค์รวม จัดการอย่างมีระบบ ออกแบบการควบคุมให้ได้มาตรฐาน และพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ทำให้สินค้าเกษตรพรีเมี่ยมของญี่ปุ่น มีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและเติบโตอย่างยั่งยืน
ถึงเวลาที่เราจะทบทวนการจัดการสินค้าเกษตรของประเทศไทยได้หรือยัง ?
บ้านเราเป็นประเทศเกษตรมานานแต่ทำไมเกษตกรยังยากจน อยู่เหมือนเดิม
บทความโดย : Green Mom



