fbpx

THE COLUMN: ดัชนีชี้วัดอนาคต ทำไมกองทุนระดับโลกถึงเทหน้าตักให้ธุรกิจที่มี ESG และความมั่นคงทางอาหาร

“ในอดีต การเกษตรคือความเสี่ยงที่วอลล์สตรีทเมินหน้าหนี แต่ในยุคที่โลกกำลังเผชิญวิกฤตสภาพภูมิอากาศและความขาดแคลน อาหารและผืนดินที่ยั่งยืนกำลังกลายเป็น ‘สินทรัพย์ปลอดภัย’ (Safe Haven) ที่กองทุนระดับโลกยอมเทหน้าตักเพื่อครอบครอง”

หากคุณเดินเข้าไปในห้องบอร์ดบริหาร (Boardroom) หรือวงสนทนาของผู้จัดการกองทุนระดับโลกเมื่อทศวรรษที่แล้ว ภาคการเกษตรมักถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่ “หลุมดำทางการเงิน” ที่มีทั้งความเสี่ยงจากสภาพอากาศ (Weather Risk) อัตรากำไรที่บางเฉียบ (Low Margin) และความผันผวนของราคาตลาดโลก

แต่กระบวนทัศน์นั้นได้ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคแห่งความผันผวนสุดขั้ว (Polycrisis) ปัจจุบัน นักลงทุนสถาบัน (Institutional Investors) ไม่ได้มองหาแค่บริษัทเทคโนโลยีที่เติบโตหวือหวา แต่มองหา “ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security)” และกิจการที่สอดคล้องกับหลัก ESG (Environmental, Social, and Governance) ซึ่งกำลังถูกยกระดับสถานะจากเพียงอุตสาหกรรมพื้นฐาน สู่การเป็น ‘สินทรัพย์ปลอดภัย’ (Safe Haven) ที่ช่วยปกป้องพอร์ตการลงทุนในระยะยาว

จากวิกฤตสู่โอกาส เมื่อ Wall Street ต้องพึ่งพาสภาพภูมิอากาศ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม แต่คือความเสี่ยงเชิงระบบ (Systemic Risk) ที่สั่นคลอนเสถียรภาพทางการเงินของทั้งโลก กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติและบริษัทจัดการสินทรัพย์ระดับโลกต่างตระหนักดีว่า ธุรกิจที่ไม่สามารถปรับตัวรับมือกับความผันผวนทางสภาพอากาศได้ จะกลายเป็นสินทรัพย์ด้อยค่า (Stranded Assets) ในท้ายที่สุด

นี่คือเหตุผลที่แนวทางปฏิบัติอย่าง UN PRI: Principles for Responsible Investment ซึ่งมีสถาบันการเงินที่บริหารสินทรัพย์รวมกว่า 139 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐร่วมลงนาม ได้กำหนดให้ความยั่งยืนเป็นเกณฑ์หลักในการจัดสรรเงินทุน (Capital Allocation) เม็ดเงินมหาศาลกำลังถูกโยกย้ายออกจากอุตสาหกรรมที่ทำลายล้าง มาสู่ธุรกิจ Agri-Food ที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าพวกเขากำลังฟื้นฟูระบบนิเวศและสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับประชากรโลก

ทำไมการลงทุนใน ‘ดิน-พันธุ์-คน’ จึงคุ้มค่าที่สุด

สำหรับผู้บริหารระดับ C-Suite และนักลงทุน การประเมินมูลค่ากิจการเกษตรยุคใหม่ไม่ได้ดูแค่ยอดขายรายไตรมาส แต่ประเมินจากโครงสร้างพื้นฐานแห่งความยั่งยืน 3 ประการ ซึ่งให้ผลตอบแทน (ROI) ที่แข็งแกร่งและป้องกันความเสี่ยงได้อย่างเหนือชั้น

  • 1. การลงทุนใน ‘ดิน’ (Soil as a Biological Asset): ดินที่อุดมสมบูรณ์ไม่ใช่แค่ปัจจัยการผลิต แต่คือสินทรัพย์ที่เพิ่มมูลค่าได้ (Appreciating Asset) การทำเกษตรเชิงฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) ช่วยกักเก็บคาร์บอนลงดิน เปิดประตูสู่ตลาดคาร์บอนเครดิต (Carbon Market) และลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมีที่ราคาผันผวนตามราคาน้ำมันโลก ดินที่ดียังเปรียบเสมือนฟองน้ำที่ช่วยลดความเสี่ยงจากน้ำท่วมและภัยแล้ง ซึ่งในภาษาการเงิน นี่คือการทำ Risk Mitigation ที่ดีที่สุด
  • 2. การลงทุนใน ‘สายพันธุ์’ (Genetics as Intellectual Property): พันธุกรรมพืชที่ทนทานต่อสภาพอากาศสุดขั้วและให้คุณค่าทางโภชนาการสูง คือ ทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ที่มีมูลค่ามหาศาล บริษัทที่ครอบครองสายพันธุ์ที่ปรับตัวได้ดี จะมีอำนาจในการกำหนดราคา (Pricing Power) และสามารถสร้าง Green Premium หรือส่วนต่างราคาสินค้าที่สูงกว่าตลาดทั่วไปได้อย่างมั่นคง
  • 3. การลงทุนใน ‘คนและระบบ’ (Human Capital & Traceability): กิจการที่มีระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ที่โปร่งใส และปฏิบัติต่อแรงงานตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชน (Human Rights Due Diligence) จะปราศจากความเสี่ยงในการถูกคว่ำบาตรจากมาตรการกีดกันการค้า (NTMs) โครงสร้างการทำงานที่เป็นธรรมคือ Brand Armor (เกราะป้องกันแบรนด์) ที่ทำให้นักลงทุนมั่นใจว่ากิจการนี้จะไม่สะดุดล้มเพราะเรื่องอื้อฉาวในซัพพลายเชน

เมื่อ ESG คือแม่เหล็กดึงดูดทุนระดับโลก

เพื่อให้เห็นภาพว่าโครงสร้างความยั่งยืนถูกแปลงเป็น “เม็ดเงินลงทุนจริง” ได้อย่างไร นี่คือบทพิสูจน์จากตลาดทุนทั้งในระดับโลกและระดับประเทศ:

  • กองทุนที่ดินเกษตรกรรมของ Nuveen Natural Capital: หนึ่งในผู้จัดการกองทุนสินทรัพย์ทางธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Nuveen Natural Capital (บริหารสินทรัพย์ประมาณ 1.31 หมื่นล้านดอลลาร์) ไม่ได้เลือกลงทุนฟาร์มจากแค่ผลผลิตต่อไร่ แต่ให้ความสำคัญอย่างมากกับตัวชี้วัดด้านสุขภาพดินและการจัดการน้ำในการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ กองทุนพิสูจน์แล้วว่าฟาร์มที่ทำเกษตรอินทรีย์และการไถพรวนเชิงอนุรักษ์ มีอัตราการเสื่อมโทรมของที่ดินต่ำกว่า และสร้างผลตอบแทนที่เสถียรและลดความเสี่ยงจากการเสื่อมโทรมของที่ดินได้ดีกว่าในระยะยาว
  • ปลดล็อกเงินทุนของ กลุ่มมิตรผล (Mitr Phol) ผ่าน Sustainability-Linked Finance: ในประเทศไทย องค์กรธุรกิจเกษตรชั้นนำอย่าง กลุ่มมิตรผล (Mitr Phol) ได้จับมือกับ ธนาคารกรุงไทย (Krungthai Bank) ในการรับสินเชื่อที่ผูกพันกับเป้าหมายด้านความยั่งยืน (Sustainability-Linked Loan) มูลค่า 2,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และต่อยอดการผลิตน้ำตาลที่ยั่งยืนตาม มาตรฐานระดับโลกอย่าง Bonsucro นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนว่า หากผู้ประกอบการไทยสามารถยกระดับซัพพลายเชนให้โปร่งใสและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้ สถาบันการเงินก็พร้อมที่จะอัดฉีดเม็ดเงินเพื่อสนับสนุนวิสัยทัศน์ที่ยั่งยืน 

ESG คือ ‘ต้นทุนทางการเงินที่ถูกลง’ (Lower Cost of Capital)

ความเข้าใจผิดที่ใหญ่ที่สุดในโลกธุรกิจคือการมองว่า ESG เป็นเพียงงาน CSR ที่ต้องจ่ายเงินทิ้งเปล่า แต่ในโลกการเงินปัจจุบัน ESG คือเครื่องมือในการลด “ต้นทุนทางการเงิน (Cost of Capital)” อย่างเป็นรูปธรรม

กิจการเกษตรที่มีคะแนน ESG สูง จะสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนรูปแบบใหม่ๆ เช่น สินเชื่อที่ผูกพันกับความยั่งยืน (Sustainability-Linked Loans) หรือการออกตราสารหนี้สีเขียว (Green Bonds) ซึ่งช่วยให้บริษัทสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่มีอัตราดอกเบี้ยที่แข่งขันได้หรือมีเงื่อนไขที่ดีกว่าผ่านกลไก ESG Margin Ratchet ข้อมูลจากรายงาน ‘Growing Better’ ของ Food and Land Use Coalition (FOLU, 2019) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก World Economic Forum ชี้ให้เห็นว่า การลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างระบบอาหารโลกให้ยั่งยืน สามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ได้ถึง 2.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ภายในปี 2030

เมื่อบริษัทการเกษตรสามารถกู้เงินได้ถูกกว่า บริหารความเสี่ยงทางสภาพอากาศได้ดีกว่า และตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อความยั่งยืนได้ กิจการนั้นย่อมสร้างผลกำไรสุทธิ (Net Margin) ที่ก้าวกระโดดและดึงดูดเงินทุนจากทั่วโลกได้อย่างไม่สิ้นสุด

Regenerate: From Farm to Future

การลงทุนในความยั่งยืนของการเกษตร ไม่ใช่การทำการกุศล แต่คือการตัดสินใจทางธุรกิจที่เฉียบขาดที่สุดในทศวรรษนี้ ในมุมมองของคุณ ฐานะผู้นำองค์กรหรือนักลงทุน หากคุณมีงบประมาณก้อนใหญ่เพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน Agri-Tech ของไทย คุณจะเลือกจัดสรรเงินทุนไปที่เทคโนโลยีใด (เช่น เทคโนโลยีชีวภาพด้านดินและสายพันธุ์, แพลตฟอร์มตรวจสอบย้อนกลับด้วย Blockchain, หรือระบบโลจิสติกส์อัจฉริยะ) เพื่อให้ได้ทั้งผลกำไรและสร้างอิมแพกต์ต่อโลกมากที่สุด?


𝗧𝗛𝗘 𝗙𝗔𝗥𝗠𝗘𝗥: 𝗴𝗿𝗼𝘄𝗶𝗻𝗴 ◦ 𝗮𝗴𝗿𝗶 ◦ 𝗰𝘂𝗹𝘁𝘂𝗿𝗲  | 𝘙𝘦𝘨𝘦𝘯𝘦𝘳𝘢𝘵𝘪𝘷𝘦 𝘙𝘪𝘴𝘦

Facebook: https://www.facebook.com/thefarmer.th

YouTube: https://www.youtube.com/@thefarmerth

Instagram: https://www.instagram.com/thefarmerthai/

Twitter: https://www.twitter.com/thefarmerthai

TikTok: https://www.tiktok.com/@thefarmer.th

Related posts
From Soil To SoulINNOVATIONSCOOP

THE COLUMN: The Grand Equation สมการที่สมบูรณ์ เมื่อ ‘ดิน-พันธุ์-คน’ ผสานเป็นหนึ่ง กุญแจดอกสุดท้ายที่จะกำหนดชะตากรรมประเทศไทย

THE COLUMN: The Grand Equation สมการที่สมบูรณ์ เมื่อ…
Read more
From Soil To SoulINNOVATIONMARKETINGSCOOP

THE COLUMN: เส้นเลือดใหญ่ที่ถูกมองข้าม ปฏิวัติ ‘โลจิสติกส์การเกษตร’ ขุมพลังเงียบที่เชื่อมฟาร์มสู่โลก

THE COLUMN: เส้นเลือดใหญ่ที่ถูกมองข้าม…
Read more
From Soil To SoulSCOOP

THE COLUMN: วิกฤตวัยสีดอกเลา เมื่อฟาร์มถูกทิ้งร้าง และโจทย์ใหญ่ของการ ‘ส่งมอบไม้ต่อ’ ระหว่างเจเนอเรชัน

THE COLUMN: วิกฤตวัยสีดอกเลา…
Read more
จดหมายข่าว
มาเป็นเพื่อนกับ THE FARMER

สมัครรับข่าวสาร ส่งตรงถึงอีเมลของคุณ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

From Soil To SoulINNOVATIONMARKETINGSCOOP

THE COLUMN: เกษตรกรคอปกขาว การเปลี่ยนผ่านจาก ‘ผู้ใช้แรงงาน’ สู่ ‘นักบริหารโครงการเชิงระบบ’

Worth reading...