fbpx

THE COLUMN: จุดจบของเส้นตรง เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และการแปร ‘ของเสีย’ ให้เป็น ‘ทองคำดำ’

“เราจะยอมให้เงินล้านลอยหายไปกับควันไฟ PM2.5 ทำไม ในเมื่อเศษซากในไร่นา สามารถแปรสภาพเป็นน้ำมันชีวภาพและสินทรัพย์กักเก็บคาร์บอนที่โลกอุตสาหกรรมกำลังแย่งกันซื้อ?” ในโลกการเกษตรยุคใหม่ คำว่า ‘ของเสีย’ (Waste) ไม่มีอยู่จริงอีกต่อไป มีเพียง ‘ทรัพยากรที่ยังไม่ได้ถูกแปรรูป’ (Unprocessed Resources) การติดหล่มอยู่ในโมเดลเศรษฐกิจแบบเส้นตรง (Linear Economy: ปลูก-เก็บเกี่ยว-เผาทิ้ง) ไม่เพียงแต่ทำลายสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ แต่คือการโยนโอกาสทางเศรษฐกิจมูลค่ามหาศาลทิ้งลงกองไฟ

เมื่อควันไฟคือเงินที่ลอยหายไปในอากาศ

ทุกๆ สิ้นฤดูเก็บเกี่ยว ภาพชินตาในหลายพื้นที่ของประเทศไทยคือเปลวไฟและควันสีดำที่พุ่งทะยานจากไร่อ้อยและทุ่งนา เกษตรกรเลือกที่จะเผาเพราะมันคือวิธีเคลียร์พื้นที่ที่ ‘เร็วที่สุดและถูกที่สุด’ ในทางบัญชีระยะสั้น แต่ถ้าเราถอดแว่นตาแบบเดิมออก แล้วมองผ่านแว่นตาของวิศวกรรมเศรษฐศาสตร์ การเผาซากพืชทิ้งคือการเผา ‘คาร์บอน’ และ ‘พลังงานสะสม’ ที่พืชใช้เวลาทั้งฤดูกาลดูดซับจากดวงอาทิตย์และชั้นบรรยากาศให้ระเหยหายไปในไม่กี่นาที ซ้ำร้ายยังเปลี่ยนต้นทุนธรรมชาติให้กลายเป็นต้นทุนทางสังคมในรูปของมลพิษ PM2.5 ที่ย้อนกลับมาทำลายระบบนิเวศและลมหายใจของพวกเราทุกคน

กติกาโลก จุดจบของ Linear Economy สู่มูลค่าของ Circular Bioeconomy

โลกไม่อนุญาตให้เราทำธุรกิจแบบเดิมอีกต่อไป กรอบนโยบายระดับโลกไม่ว่าจะเป็น Green Deal ของสหภาพยุโรป หรือเป้าหมาย Net Zero ของบริษัทข้ามชาติ กำลังบีบให้ทุกอุตสาหกรรมต้องวิ่งหาแหล่งวัตถุดิบหมุนเวียน (Renewable Feedstock) รายงานยุทธศาสตร์เศรษฐกิจชีวภาพของคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission: A sustainable Bioeconomy for Europe) ชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจชีวภาพแบบหมุนเวียน (Circular Bioeconomy) ในภาคการเกษตร ไม่ใช่แค่เรื่องของการลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเครื่องมือสร้างความมั่งคั่งใหม่ (New Wealth Creation) ที่เชื่อมโยงภาคเกษตรกรรมเข้ากับภาคพลังงานและอุตสาหกรรมปิโตรเคมีโดยตรง

เทคโนโลยี Pyrolysis และสองสมบัติแห่ง ‘ทองคำดำ’

หัวใจสำคัญที่จะปลดล็อกศักยภาพนี้คือเทคโนโลยี การสลายตัวด้วยความร้อนโดยไร้ออกซิเจน (Pyrolysis) ซึ่งเป็นกระบวนการทางวิศวกรรมความร้อนที่เปลี่ยนเศษวัสดุทางการเกษตร เช่น ฟางข้าว เหง้ามันสำปะหลัง หรือใบอ้อย ให้กลายเป็น ‘ทองคำดำ’ 2 รูปแบบที่มีมูลค่าสูงลิบในตลาดโลก:

  1. น้ำมันชีวภาพ (Pyrolysis Oil / Bio-oil): ของเหลวความหนาแน่นสูงที่ได้จากการควบแน่นของไอระเหยในกระบวนการ Pyrolysis นี่คือวัตถุดิบทดแทนน้ำมันดิบชั้นดีที่โรงกลั่นน้ำมันและอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพ (Bioplastics) ต้องการอย่างหนัก เพื่อนำไปอัปเกรดเป็นพลังงานสะอาดหรือเคมีภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  2. ถ่านชีวภาพ (Biochar): ของแข็งคาร์บอนสูงที่มีโครงสร้างเป็นรูพรุนมหาศาล เมื่อนำกลับมาใส่ลงในดิน มันจะไม่เพียงแต่ทำหน้าที่เป็น ‘บ้าน’ ให้กับไมคอร์ไรซาและจุลินทรีย์ที่เราพูดถึงในบทความแรก แต่ยังเป็นวัสดุปรับปรุงดินที่ช่วยอุ้มน้ำและดูดซับสารพิษ และที่สำคัญที่สุดคือ มันสามารถกักเก็บคาร์บอนให้อยู่ในดินได้ยาวนานเป็น ‘หลักร้อยถึงพันปี’ ซึ่งผ่านเกณฑ์การตรวจรับรองคาร์บอนเครดิตคุณภาพสูง (High-Quality Carbon Removal Credits) ที่มีราคาสูงกว่าเครดิตป่าไม้ทั่วไปหลายเท่าตัว

ดีลประวัติศาสตร์ล้านตัน สู่เครดิตคาร์บอนมูลค่าสูง

โมเดลนี้เกิดขึ้นจริงและสร้างเม็ดเงินแล้วในสเกลระดับโลก ข้อมูลจากองค์กรระดับนานาชาติ International Biochar Initiative (IBI) และตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตระดับโลกอย่าง Puro.earth ระบุว่า คาร์บอนเครดิตที่ได้จากการทำ Biochar (Biochar Carbon Removal – BCR) กำลังเป็นสินทรัพย์ที่เติบโตเร็วที่สุดในตลาดการกำจัดคาร์บอน โดยดัชนีราคา Nasdaq CORCCHAR ชี้ให้เห็นว่า เครดิตประเภทนี้มีราคาสูงถึง 100–150 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันคาร์บอน ยืนยันความเดือดด้วยดีลประวัติศาสตร์ที่บริษัทระดับโลกอย่าง Microsoft ได้ทำสัญญาซื้อเครดิตคาร์บอนจาก Biochar ล่วงหน้าระดับ 1.24 ล้านตัน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Carbon Negative

ในประเทศไทย โครงการที่ขับเคลื่อนด้วยกรอบมาตรฐาน T-VER ภาคเกษตรและป่าไม้ และภาคประชาสังคม เริ่มมีการนำระบบไพโรไลซิสชุมชนมาใช้แปลงตอซังข้าวและซากข้าวโพดให้เป็น Biochar นอกจากจะช่วยลดจุดความร้อน (Hotspot) ของฝุ่น PM2.5 ได้เป็นรูปธรรมแล้ว ยังสร้างรายได้สองทางให้เกษตรกร ทั้งจากการขายถ่านชีวภาพให้ฟาร์มเกษตรอินทรีย์ และการเตรียมความพร้อมสู่การแบ่งปันรายได้จากคาร์บอนเครดิตในอนาคต

ฟาร์มคือโรงกลั่นชีวภาพ (Biorefinery)

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องรีแบรนด์เกษตรกรไทยเสียใหม่ เกษตรกรไม่ใช่แค่ผู้ผลิตอาหาร และฟาร์มไม่ใช่แค่นาพืชไร่ แต่ฟาร์มเกษตรกรรมยุคใหม่คือ ‘โรงกลั่นชีวภาพ’ (Distributed Biorefinery) ระดับชุมชน ที่ทำหน้าที่รับพลังงานจากแสงอาทิตย์ แปลงเป็นชีวมวล (Biomass) และใช้เทคโนโลยีหมุนเวียนในการสกัดคุณค่าออกมาทุกโมเลกุล การเผาไร่ทิ้งจึงไม่ใช่แค่ความมักง่าย แต่คือการทำลายสินทรัพย์ของตัวเองอย่างน่าเสียดายที่สุด

Regenerate: From Farm to Future

อนาคตของเกษตรกรรมไทยไม่ได้อยู่แค่ในจานอาหาร แต่อยู่ในการเป็นซัพพลายเออร์ด้านพลังงานสะอาดและคาร์บอนเครดิตให้กับอุตสาหกรรมโลก 

𝗧𝗛𝗘 𝗙𝗔𝗥𝗠𝗘𝗥: 𝗴𝗿𝗼𝘄𝗶𝗻𝗴 ◦ 𝗮𝗴𝗿𝗶 ◦ 𝗰𝘂𝗹𝘁𝘂𝗿𝗲  | 𝘙𝘦𝘨𝘦𝘯𝘦𝘳𝘢𝘵𝘪𝘷𝘦 𝘙𝘪𝘴𝘦

Facebook: https://www.facebook.com/thefarmer.th

YouTube: https://www.youtube.com/@thefarmerth

Instagram: https://www.instagram.com/thefarmerthai/

Twitter: https://www.twitter.com/thefarmerthai

TikTok: https://www.tiktok.com/@thefarmer.th

Related posts
From Soil To SoulSCOOP

THE COLUMN: ภัยเงียบในสายน้ำ เมื่อ ‘ไมโครพลาสติก’ ยึดครองระบบนิเวศ และรอยแผลที่ฝังลึกในดินเกษตรกรรม

THE COLUMN: ภัยเงียบในสายน้ำ เมื่อ…
Read more
From Soil To SoulMARKETINGSCOOP

THE COLUMN: ธนาคารใต้ฝ่าเท้า เปลี่ยน ‘ดิน’ ให้เป็น ‘สินทรัพย์คาร์บอน’ เมื่อความมั่งคั่งยุคใหม่ไม่ได้วัดที่ผลผลิต แต่อยู่ที่จุลินทรีย์

THE COLUMN: ธนาคารใต้ฝ่าเท้า เปลี่ยน ‘ดิน’…
Read more
From Soil To SoulSCOOP

THE COLUMN: นิยามของ ‘ดินดี-พันธุ์ดี-คนดี’ ในยุคที่เกษตรกรรมคือสมรภูมิเอาชีวิตรอด

THE COLUMN: นิยามของ ‘ดินดี-พันธุ์ดี-คนดี’…
Read more
จดหมายข่าว
มาเป็นเพื่อนกับ THE FARMER

สมัครรับข่าวสาร ส่งตรงถึงอีเมลของคุณ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

From Soil To SoulSCOOP

THE COLUMN: นิยามของ ‘ดินดี-พันธุ์ดี-คนดี’ ในยุคที่เกษตรกรรมคือสมรภูมิเอาชีวิตรอด

Worth reading...